my Dorian

posted on 19 Nov 2009 00:21 by haveabreak

 

"เอาล่ะ อาจถูกของเจ้า ตอนนี้ข้าต้องขอลาก่อน โดเรียน เจ้าเป็นคนเดียวในชีวิตของข้าที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปะของข้า อะไรก็ตามที่ข้าทำออกมาได้ดี ข้าเป็นหนีุ้บุญคุณเจ้า อา เจ้าไม่รุ้หรอกว่าข้าต้องสูญเสียอะไรไปบ้างที่เล่าเรื่องที่้ข้าเพิ่งเล่าให้เจ้าฟัง"

 

 

"บาซิลเพื่อนรัก" โดเรียนกล่าว "เจ้าบอกอะไรข้าหรือ

เจ้าแค่บอกว่าเจ้าชื่นชมข้ามากเกินไป นั่นไ่ม่ใช่คำชมเสียด้วยซ้ำ"

 

 

"ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นคำชม แต่มันคือคำสารภาพต่างหาก ในเมื่อข้าบอกออกไปแล้ว ข้าก็เหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างไป บางทีเราไม่ควรนำสิ่งที่เราบูชามาเรียบเรียงให้เป็นถ้อยคำ"

 

 

"เป็นคำสารภาพที่น่าผิดหวังมาก"

 

 

"ทำไม เจ้าหวังจะได้ยินอะไรหรือ โดเรียน เจ้าไม่เห็นอะไรอย่างอื่นในภาพอีกใช่ไหม ไม่มีอะไรให้เห็นใช่ไหม"

 

 

"ใช่ ไม่มีอย่างอื่นให้เห็นแล้ว เจ้าถามทำไม แต่เจ้าต้องไม่พูดถึงเรื่องการบูชาอีก มันเป็นเรื่องเหลวไหลมาก เราเป็นเพื่อนกัน บาซิลและเราต้องรักษาความสัมพันธ์เช่นนั้นไว้"

 

 

"เจ้ามีแฮร์รี่แล้วนี่" จิตรกรเอ่ยขึ้นอย่างเศร้าศร้อย

 

 

"อา แฮร์รี่" ชายหนุ่มร้องขึ้นพร้อมกับหัวเราะเสียงกังวาน "แฮร์รี่ใช้เวลาตอนกลางวันพูดถึงสิ่งที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ และตอนกลางคืนทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ข้าอยากใช้ชีวิตอย่างนั้นบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น ข้าคิดว่าถ้าข้ามีปัญหาอะไร ข้าคงไม่ไปหาแฮร์รี แต่คงไปหาเจ้าก่อน บาซิล "

 

 

 

คุ้นไหม?

สงสารบาซิลจังเนอะ

 

ก่อนหน้านี้ตอนมหก อ่านฉบับย่อ รู้สึกสงสารตัวเองที่ต้องอ่านมากกว่า ๕๕

ผิดหรือถูก?

posted on 11 Nov 2009 20:28 by haveabreak

คาลิล ยิบราน กล่าวไว้ในหนังสือ 'ทรายกับฟองคลื่น' ว่า

"บ่อยครั้งที่ฉันใช้ความชิงชังเป็นเครื่องป้องกันตัว แต่หากว่าฉันแข็งแรงกว่านี้ ฉันก็จะไม่ใช้อาวุธนั้น"

Often times I have hated in self-defense

but if I were stronger

I would not have used such a weapon

 

 และเนื่องมาจาก ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้คิดค้นทฤษฎี กลไกการป้องกันตัวเอง ขึ้นมา ..

เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์เวลาอยู่ในภาวะเครียด กังวลใจ หรือมีปัญหาอะไรสักอย่าง

มีทั้ง

การเก็บกด

ป้ายความผิดให้ผู้อื่น

หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

การถดถอย.. ที่หนีเข้าไปในสภาพอดีตที่เคยมีความสุข

การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริง

ฝันกลางวัน

เฟดตัวเองอยู่คนเดียว

หาสิ่งแทนที่

เลียนแบบ

 

 

เพราะฉะนั้น อารมณ์เกลียดที่มีให้มึงตอนนี้

มันก็แค่กลไกป้องกันตัว แบบ ป้ายความผิดใ้ห้ผู้อื่นแค่นั้นแหละ..

 

 

 

 

ถูกเธอทำร้าย
ถูกบั่นทอนลม หายใจ
เวลาที่เหลือกำลังจะหายไป
ถูกให้ความหวัง....
ถูกเธอทำลายหนทาง
จนทำให้ฉันเจ็บอีกไม่ไหว

ผิดที่อ่อนไหว
ผิดที่เดินตามหัวใจ
มันผิดใช่ไหมที่ทุ่มไปทั้งใจ
ผิดที่วันนี้ ที่ยังคงรักเธออยู่
มันผิดที่รู้แต่หลอกตัวเอง
แม้เรื่องราวจะจบลงแล้ว
ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจ

ผิดและถูกที่เราจะโกรธและเกลียด
เวลาที่เธอไม่รู้สึก ไม่เคยนึกถึงฉันสักครั้งเดียว
ถูกและมันก็ผิดที่บอกรักไป
กับคนที่ไม่คิดแม้จะไม่มองหา
เรื่องราวจบลงที่ตรงนี้
ถูกแล้ว

เพราะเรื่องราวระหว่างเรานั้น
ฉันไม่อาจจะไปโทษใคร
หรือที่ถูกสำหรับเธอนั้น
มันผิดที่ที่ตัวฉัน
ผิดที่แค่เธอหรือ
ผิดที่มันคือความรัก

อยากรู้ว่าฉันผิดไหม.....
อยากรู้ว่าเธอถูกแล้ว......
ถูกไหม..........
ถูกไหม.....

 

ผิดหรือถูก: Lemon soup

หลังจากหยุดยามาได้สักพักนึงก็ เศร้าอีกแล้ว

แค่ไม่ได้ลงทุนกรีดข้อมือ ตบหน้าตัวเอง เอาหัวโขกกำแพงหรืออะไร(เป็นสัญญาณที่ดี..มั้งนะ)

แต่กลับมาร้องไห้เป็นเวลา อีกแล้ว ๕๕

 มองจากคนภายนอก เรื่องป่วยจิตๆไรงี้ ดูตลกมาก

ตลกสิ ตลกร้ายเลยละ

มันคงดูตลกน่าดูถ้าไปบอกให้ใครฟังว่า

 

เดินๆอยู่ที่คณะ ถ้ามีเพื่อนมาเจ๊าะแจ๊ะประชิดตัวตอนเศร้าๆ จะตกใจกลัวแล้ววิ่งหนี ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทก้เหอะ

วันไหนเกลียดตัวเองมากๆ จะกลัวกระจก ไม่อยากเงยหน้าเจอกระจกแล้วพบหน้าของตัวเองมองกลับมา

เคยคิดจะกระโดดระเบียงคอนโด โชคดีที่ตอนยืนๆปีนระเบียง ปวดอึ กลับไปอึ เลยคิดได้

มีอารมณ์เศร้าเป็นวงรอบเวลา ใครโทมาช่วงห้าทุ่มขึ้นไป โอกาสเจอแจ็กพอต ร้องไห้บ้านถล่มทลาย สี่ชั่วโมงรวดมาราธอน

อย่างที่เพื่อนเราเสือกเจอเมื่อคืน

 

มีเพื่อนผู้ชายจริงๆอยู่ประมาณห้าคน (เรื่องจริงนะ)

เพราะ่ว่าอยู่หญืงล้วนมาตลอด อยู่เตรียมก็เหมือนหญืงล้วนวะะ ยิ่งอยู่มหาลัย ยิ่งเป็นคณะที่แบบ

แหม.. ก็รู้ๆกันอยู่ ผู้ชายในคณะ ๕๕๕

เป็นเพื่อนที่รู้จักกันก่อนเกิดเพราะพ่อแม่หมั้นกันไว้ (๕๕๕๕)

เจอกันอีกทีตอนมห้า อยู่หมอ ฬ ปีสอง แต่เผอิญว่ามันมีแฟนแล้ว

หลังจากคืนที่แล้ว มันคงไม่คิดจะเป็นจิตแพทย์ในอนาคตแน่ๆ

 

ตอนแรกก็คุยปกติแหละ เราก็เฟ๊กทำตัวไม่เศร้า

หลังๆ คุยไปคุยมาเราก้เริ่มบ่นว่าไม่อยากไปหาหมอวันอาทิตย์นี้เลย

มันถามว่าทำไม

เราตอบว่าเราไม่อยากพูดเรื่องความรู้สึก

ไปๆมาๆ เราก็พูดไปหมดเลยว่าจริงๆแล้วเราบอกหมอไม่หมด เราไม่ได้บอกหมอหลายเรื่อง

หมอคิดว่าเราเครียดเรื่องเรียนเรื่องเดียว

มันก็เงียบ..บอกว่ามีอะไรก็บอกมาดิ

จริงๆเกรงใจมันมาก เพราะตั้งแต่รู้จักมันมา กวนมันตลอด

พอนึกได้ว่าตลอดมา กวนมันตลอด เป็นภาระมันตลอด

ไปๆมาๆ อยู่ๆเราก็ร้องไห้โฮ

(อิทส์เวรี่ เมโลดรามาติก มากกกกก )

'เค้ามันเป็นภาระของทุกคนใช่ไหม'

'เค้ารู้ึสึกเกลียดตัวเองมาก'

'ทำไมเค้าไร้ค่างี้'

(เราพูดอีกประมาณสามสี่ประโยคทำนองนี้วนซ้ำไปซ้ำมา)

มันเงียบ

แล้วบอกว่าอย่าคิดอย่างนั้นได้ไหม แล้วก็เล่าเรื่องของมันให้ฟัง

 

เมื่อปีที่แล้วมีข่าว นสพ คนนึงกระโดดตึัก

ซึ่งเป็นเพื่อนของมัน

มันบอกว่าไม่เคยมีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไรแบบนี้

มันบอกว่า ก่อนหน้านี้ เพื่อนมันเครียดเรื่องเกรด

แล้วมันก็บอกเพื่อน

ซึ่งประโยคนั้น กลายเป็นคำสุดท้าย ที่มันพูดกับเพื่อนไปเลย..

มันพูดว่า 'มึงจะเครียดทำเหี้ยไรวะ เกรดดีกว่ากูอีก'

หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนมันก็โดดตึก

 

เพื่อนเราคนนี้ มันเป็นคนที่แบบ ดูวุฒิภาวะสูงมาก

ตอนเรารู้ข่าวปีที่แล้วจากหนังสืิอพิมพ์ เราโทหามัน

มันก็ไม่เป็นอะไร เล่นมุกด้วยบอกว่าเนี่ย ถ้ามาเข้าฝันก็ดีนะ อยากเจอ

 

คราวนี้เป็นครังแรก ที่มันเกือบจะร้องไห้

มันบอกเราว่า มันไม่อยากรู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว

มันบอกว่าเราอาการเหมือนเพื่อนคนนั้น มันเลยกลัวมาก

ว่าเราอาจจะทำอะไรแบบนั้น

 

ไปๆมาๆ เล่าให้มันฟังตั้งแต่เรื่องตอนยังเป็นเด็ก

เล่าว่าเราเศร้ายังไง

เราว่าทำร้ายตัวเองยังไง

เล่าไปหมด

 

 

หลังๆเลยรู้ว่า

ลุงมันเองก็เป็นแบบนี้

มันเองก็เคยเครียดไปคุยกับหมอ

(แต่ตอนนี้ที่ปรึกษาที่คณะมันเป็นจิตแพทย์ ๕๕)

ถ้านับรวมเพื่อนที่โดดตึกไปอีก

นับเราด้วย

 

.. มันทำให้เรานึกได้ว่า จริงๆแล้วโลกนี้มีคนเศร้าเยอะแยะเลย

มันบอกว่า ได้โปรด สัญญาไ้ด้ไหม ว่าถ้าเป็นแบบนี้อีกจะโทหามัน

มันบอกว่ามันเป็นห่วง และมันจะเศร้ามากๆถ้าเกิดไรขึ้นกับเรา

(เชดดดดดด ถ้าไม่ติดว่ากูกำลังเศร้ามากๆ และมันไม่มีแฟนแล้ว กูจะขอเป็นแฟนเลยอ้ะ ๕๕)

คุยกับมันถึงตีสอง หนังสือหนังหาทั้งเราทั้งมันไม่ได้อ่าน

แต่เหมือนคุยแล้วทุกอย่างก็ ดีขึ้น(หน่อยนึง)

 

 

 

อย่างน้อยก็ยังไม่อยากโดดตึกในเร็ววันนี้

 

พรุ่งนี้ไปหาหมอที่วิชัยยุทธ

คราวนี้อาจจะต้องกลับไปกินยา

เพื่อนมันก็บอกว่า บางทีก็ต้องกินต่อเนื่องให้มันสเตเบิ้ล

เดี๋ยวก็คงหายเนอะ..