หลังจากหยุดยามาได้สักพักนึงก็ เศร้าอีกแล้ว

แค่ไม่ได้ลงทุนกรีดข้อมือ ตบหน้าตัวเอง เอาหัวโขกกำแพงหรืออะไร(เป็นสัญญาณที่ดี..มั้งนะ)

แต่กลับมาร้องไห้เป็นเวลา อีกแล้ว ๕๕

 มองจากคนภายนอก เรื่องป่วยจิตๆไรงี้ ดูตลกมาก

ตลกสิ ตลกร้ายเลยละ

มันคงดูตลกน่าดูถ้าไปบอกให้ใครฟังว่า

 

เดินๆอยู่ที่คณะ ถ้ามีเพื่อนมาเจ๊าะแจ๊ะประชิดตัวตอนเศร้าๆ จะตกใจกลัวแล้ววิ่งหนี ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทก้เหอะ

วันไหนเกลียดตัวเองมากๆ จะกลัวกระจก ไม่อยากเงยหน้าเจอกระจกแล้วพบหน้าของตัวเองมองกลับมา

เคยคิดจะกระโดดระเบียงคอนโด โชคดีที่ตอนยืนๆปีนระเบียง ปวดอึ กลับไปอึ เลยคิดได้

มีอารมณ์เศร้าเป็นวงรอบเวลา ใครโทมาช่วงห้าทุ่มขึ้นไป โอกาสเจอแจ็กพอต ร้องไห้บ้านถล่มทลาย สี่ชั่วโมงรวดมาราธอน

อย่างที่เพื่อนเราเสือกเจอเมื่อคืน

 

มีเพื่อนผู้ชายจริงๆอยู่ประมาณห้าคน (เรื่องจริงนะ)

เพราะ่ว่าอยู่หญืงล้วนมาตลอด อยู่เตรียมก็เหมือนหญืงล้วนวะะ ยิ่งอยู่มหาลัย ยิ่งเป็นคณะที่แบบ

แหม.. ก็รู้ๆกันอยู่ ผู้ชายในคณะ ๕๕๕

เป็นเพื่อนที่รู้จักกันก่อนเกิดเพราะพ่อแม่หมั้นกันไว้ (๕๕๕๕)

เจอกันอีกทีตอนมห้า อยู่หมอ ฬ ปีสอง แต่เผอิญว่ามันมีแฟนแล้ว

หลังจากคืนที่แล้ว มันคงไม่คิดจะเป็นจิตแพทย์ในอนาคตแน่ๆ

 

ตอนแรกก็คุยปกติแหละ เราก็เฟ๊กทำตัวไม่เศร้า

หลังๆ คุยไปคุยมาเราก้เริ่มบ่นว่าไม่อยากไปหาหมอวันอาทิตย์นี้เลย

มันถามว่าทำไม

เราตอบว่าเราไม่อยากพูดเรื่องความรู้สึก

ไปๆมาๆ เราก็พูดไปหมดเลยว่าจริงๆแล้วเราบอกหมอไม่หมด เราไม่ได้บอกหมอหลายเรื่อง

หมอคิดว่าเราเครียดเรื่องเรียนเรื่องเดียว

มันก็เงียบ..บอกว่ามีอะไรก็บอกมาดิ

จริงๆเกรงใจมันมาก เพราะตั้งแต่รู้จักมันมา กวนมันตลอด

พอนึกได้ว่าตลอดมา กวนมันตลอด เป็นภาระมันตลอด

ไปๆมาๆ อยู่ๆเราก็ร้องไห้โฮ

(อิทส์เวรี่ เมโลดรามาติก มากกกกก )

'เค้ามันเป็นภาระของทุกคนใช่ไหม'

'เค้ารู้ึสึกเกลียดตัวเองมาก'

'ทำไมเค้าไร้ค่างี้'

(เราพูดอีกประมาณสามสี่ประโยคทำนองนี้วนซ้ำไปซ้ำมา)

มันเงียบ

แล้วบอกว่าอย่าคิดอย่างนั้นได้ไหม แล้วก็เล่าเรื่องของมันให้ฟัง

 

เมื่อปีที่แล้วมีข่าว นสพ คนนึงกระโดดตึัก

ซึ่งเป็นเพื่อนของมัน

มันบอกว่าไม่เคยมีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไรแบบนี้

มันบอกว่า ก่อนหน้านี้ เพื่อนมันเครียดเรื่องเกรด

แล้วมันก็บอกเพื่อน

ซึ่งประโยคนั้น กลายเป็นคำสุดท้าย ที่มันพูดกับเพื่อนไปเลย..

มันพูดว่า 'มึงจะเครียดทำเหี้ยไรวะ เกรดดีกว่ากูอีก'

หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนมันก็โดดตึก

 

เพื่อนเราคนนี้ มันเป็นคนที่แบบ ดูวุฒิภาวะสูงมาก

ตอนเรารู้ข่าวปีที่แล้วจากหนังสืิอพิมพ์ เราโทหามัน

มันก็ไม่เป็นอะไร เล่นมุกด้วยบอกว่าเนี่ย ถ้ามาเข้าฝันก็ดีนะ อยากเจอ

 

คราวนี้เป็นครังแรก ที่มันเกือบจะร้องไห้

มันบอกเราว่า มันไม่อยากรู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว

มันบอกว่าเราอาการเหมือนเพื่อนคนนั้น มันเลยกลัวมาก

ว่าเราอาจจะทำอะไรแบบนั้น

 

ไปๆมาๆ เล่าให้มันฟังตั้งแต่เรื่องตอนยังเป็นเด็ก

เล่าว่าเราเศร้ายังไง

เราว่าทำร้ายตัวเองยังไง

เล่าไปหมด

 

 

หลังๆเลยรู้ว่า

ลุงมันเองก็เป็นแบบนี้

มันเองก็เคยเครียดไปคุยกับหมอ

(แต่ตอนนี้ที่ปรึกษาที่คณะมันเป็นจิตแพทย์ ๕๕)

ถ้านับรวมเพื่อนที่โดดตึกไปอีก

นับเราด้วย

 

.. มันทำให้เรานึกได้ว่า จริงๆแล้วโลกนี้มีคนเศร้าเยอะแยะเลย

มันบอกว่า ได้โปรด สัญญาไ้ด้ไหม ว่าถ้าเป็นแบบนี้อีกจะโทหามัน

มันบอกว่ามันเป็นห่วง และมันจะเศร้ามากๆถ้าเกิดไรขึ้นกับเรา

(เชดดดดดด ถ้าไม่ติดว่ากูกำลังเศร้ามากๆ และมันไม่มีแฟนแล้ว กูจะขอเป็นแฟนเลยอ้ะ ๕๕)

คุยกับมันถึงตีสอง หนังสือหนังหาทั้งเราทั้งมันไม่ได้อ่าน

แต่เหมือนคุยแล้วทุกอย่างก็ ดีขึ้น(หน่อยนึง)

 

 

 

อย่างน้อยก็ยังไม่อยากโดดตึกในเร็ววันนี้

 

พรุ่งนี้ไปหาหมอที่วิชัยยุทธ

คราวนี้อาจจะต้องกลับไปกินยา

เพื่อนมันก็บอกว่า บางทีก็ต้องกินต่อเนื่องให้มันสเตเบิ้ล

เดี๋ยวก็คงหายเนอะ..

เกรดออกละ เชดดดด

posted on 13 Oct 2009 11:38 by haveabreak  in DAILYLIFE

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากผ่านไปหนึ่งภาคการศึกษา

ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของข้าพเจ้า มีดังนี้

 

 

เกรดเฉลี่ย 3.53

(หลุดทุน3.6ไปอย่างเรียบร้อยสวยงามแล้วจ้า T^T)

USE THAI LANG: B+

(แหงละะ เกลียดดดดดด)

ENGLISH 1: A

(Mr.Whorton, you're my greatest techer ever!)

EAST CIV: B

(ปวศจีนกับญี่ปุ่นทำพิษกู)

RES/REPO WRITING: B

(โอ๊ยยยย เรียนไปทำไมวะวิชานี้)

REASONING: A

(เอกปรัชญาเลยดีไหม? ๕๕)

INTRO DRAM ARTS: B+

(ใช่ซี่ เรามันไม่ใช่่ T^T)

 

ถ้าไม่หลุดทุนก็คงจะดีเนอะ

อีกแค่ศูนย์จุดเจ็ดเอง..

เมื่อReader's block ปะทะ Sputnik Sweetheart

posted on 10 Sep 2009 18:24 by haveabreak

 

 

เพิ่งอ่าน Sputnik Sweetheart จบ

ปกภาษาอังกฤษมีสองเวอชั่น ซื้อเวอชั่นข้างบน(ราคาถูกกว่า แต่ปกไม่สวยเลย เฮ่ออ)

ชื่อภาษาไทย:รักเร้นในโลกคู่ขนาน แต่สนพ.มติชนไม่ทำแล้ว คงต้องรอ กำมะหยี่ซื้อลิขสิทธิ์

 

ไม่ได้ตั้งใจเป็นแฟนมุราคามิเลย

เหตุเพราะว่าอ.ที่ปรึกษาชอบเรื่องของคนนี้มาก เลยไปตามหาอ่าน

เลือกเล่มบางสุด พินบอล 1973 ๕๕

แต่ไม่ว่าจะเล่มหนาบางขนาดไหน มนตร์ขลังของมุราคามิก็ยังคงอัดแน่นในทุกตัวอักษรที่เขาละเลียดเขียนอยู่ดี

เป็นมนตร์ขลังที่ ตอนแรกเกือบจะเขวี้ยงทิ้งด้วยอารมณ์ว่า

หนังสือ(ห่ะ)ไรฟะ อ่านไม่รู้เรื่อง

จนกระทั่งอ่านครั้งที่สอง

 

ก็ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว

 

ปกติทุกครั้งที่อ่านหนังสือทุกเล่มของมุราคามิจบ มักจะมีอาการซึมเซาเหงาหงอย ทุกครั้งไป

(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง pinball 1973 กับ Norwegian Wood) ทำให้ช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้อ่านไปพักนึง

เพราะยิ่งจะเศร้าฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ เลยพาลให้ไปๆมาๆกลายเป็น Reader's block ซะงั้น

อารมณ์ประมาณว่าอ่านหนังสืออะไรก็ไม่จบ หยิบวางหยิบวางตลอด

ตอนนี้ที่นอนตายอยู่ก็มี

Animal Farm ของ George Orwell,

To kill a mocking bird ของ Harper lee

ฝนดำ ของ อิบุเสะ มะสุจิ

วิญญาณขบถ กับ ทรายกับฟองคลื่น ของ คาลิล ยิบราน

(ส่วนหนังสือเรียนเหรอ โฮะๆ อารยธรรมญี่ปุ่น, อารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย, การใช้เหตุผล

 การละคร บลาบลา ยังไม่จบสักเล่ม T_T)

 

แต่กับหนังสือเรียนนี่

สงสัยจะเป็น Reader's block ที่แก้ไม่หายแฮะ

๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

จนมาเจอ Sputnikกลับมาจากคณะปุ๊ปป อ่านปั๋ป

(ไม่กล้าอ่านที่สาธารณะ เพราะปกล่อแหลมเหลือเกิน..)

เข้าห้องน้ำก็อ่าน ก่อนนอนก็อ่าน ติดมากมาก


ตอนนี้เลยจมกับความรู้สึกเคว้งเหมือนสปุตนิกท่ามกลางเวิ้งอวกาศแล้วละ

เพียงแต่ตอนนี้สปุตนิกคงไม่เหงาแล้ว

คงมีดาวเทียมเป็นเพื่อนเยอะไปหมด

ไทยคมจะเป็นหนึ่งในนั้นไหมนะ :D

 

″ Why do people have to be this lonely? What’s the point of it all? Millions of people in this world, all of them yearning, looking to others to satisfy them, yet isolating themselves. Why? Was the earth put here just to nourish human loneliness?

 sputnik sweetheart by Haruki Murakami

 

 

 

 

 

 

ณ จุดๆนี้ 

สมควรไปอ่านหนังสือสอบได้ละล่ะ

๕๕๕๕๕