OLDWORK

นิราศสยรส

posted on 17 Apr 2009 14:29 by haveabreak  in OLDWORK
     นิราศสย.- รส.
ผู้ประพันธ์:เจ้าของบล็อก
ยังไม่ได้เกลาสำนวนและความถูกต้อง ใช้เวลาแต่งหนึ่งคืน
นางในนิราศมีตัวตนจึงสมควรสงวนชื่อและสถานที่บางที่ไว้
แต่ความรู้สึกเสน่หาที่มีต่อนาง อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้
อาจจะเกินจริงดั่งประเพณีการแต่งนิราศ ไปงั้นๆ นะจ๊ะ
รึความรู้สึกอาจจะจริง ไม่จริงหรอก ไม่จริงหรอก ไม่จริงหรอกกกกกกก..มั้ง
ขอลบทิ้งเนื่องจากเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อการถูกล้วงความลับเค่อะ
แอ๊มมม

edit @ 17 Apr 2009 15:29:37 by __,,MYNAME'SPLOY

edit @ 17 Apr 2009 16:41:13 by __,,MYNAME'SPLOY

edit @ 17 Apr 2009 16:42:27 by __,,MYNAME'SPLOY

edit @ 18 Apr 2009 09:53:49 by __,,MYNAME'SPLOY

edit @ 2 May 2009 15:42:37 by __,,MYNAME'SPLOY

1984, Big brother is watching you!

posted on 19 Jan 2009 20:40 by haveabreak  in OLDWORK

1984 เป็นนิยายวิทยาศาสตร์การเมืองที่เสียดสีสังคมยูโทเปียของเซอร์โทมัสมอร์

(ชื่อUtopiaนี่คงคุ้นตาสำหรับเด็กมัธยมศึกษาปีที่6ที่กำลังจะแอดมิชชั่นทุกคนนะคะ ;) )

นอกจากนี้หนังสือ1984เล่มนี้ยังเป็น ต้นกำเนิดของรายการ Big brother เรียลิตี้โชว์ที่เคยดังในไทย

(และแป้กไปแล้วตอนนี้)อีกด้วย

หนังสือที่ดังมากอีกเรื่องของ George Orwell ก็มี Animal Farm (รัฐสัตว์ในชื่อไทย)

เคยเป็นละครอักษรด้วยนะ รู้สึกจะชื่อเรื่องการเมืองเรื่องสัตว์ๆ

        จริงๆ Orwell กะให้เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็ก..

แต่ ไม่ไหวมั้งงง - -'''

              

 

1984 การรับรู้ข้อมูลที่บิดเบือน

และการล้างสมองอย่างเนียนๆของรัฐ

              ในยุคปัจจุบันที่เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน ก่อให้เกิดคำถามว่า สื่อต่างๆที่มนุษย์เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ถูกควบคุมอยู่หรือเปล่า และถ้าสื่อที่เราบริโภคอยู่นั้นถูกควบคุมจริง ใครเป็นผู้ควบคุม และมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร มนุษย์เรากำลังถูกล้างสมองโดยไม่รู้ตัวเหมือนในหนังสือ 1984 อยู่หรือเปล่า

         ประชากรของโอชันเนียใน 1984 มีชีวิตอยู่อย่างถูกควบคุมจิตใจอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์โดย ‘Big brother’ ที่จับตามองความเป็นไปของประชาชนทุกฝีเก้าผ่านจอโทรทัศน์ที่ติดอยู่ทุกหนแห่งในประเทศ และพยายามล้างสมองประชาชนโดยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณาชวนเชื่อ การสร้างศัตรูร่วม ซึ่งก็คือ โกลด์สไตน์ในเรื่องนั่นเอง

     ในสังคมจริงเราอาจจะพบเจอกับ ‘โกลด์สไตน์’ ที่ถูกสร้างมาเพื่อหลากหลายจุดประสงค์มากมาย โกลด์สไตน์ในโลกปัจจุบันอาจจะเป็นเพียงแค่สถาบันอีกฝ่าย บริษัทฝ่ายตรงข้าม จนไปถึงกระทั่งบุคคลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รวมไปถึงประเทศนั้นๆเลยทีเดียว เราอาจเห็นศัตรูร่วมได้ชัดเจนจากประเทศเยอรมนีภายใต้การนำของผู้นำนาซี  จนไปถึงการปลุกปั่นจากแกนนำกลุ่มคนที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกันสองกลุ่มในประเทศไทยที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันที่มีผู้คนคล้อยตามเป็นหมื่นเป็นแสนคน โดนปลุกปั่นสารพัด จนกระทั่งลืมไปว่าตนมาอยู่ ณ จุดนี้เพื่อวัตถุประสงค์อันใดกันแน่  หรือกระทั่งการบิดเบือนข้อมูลผิดๆ ให้กับประชาชน เป็นต้น

                หนังสือ 1984 ทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยในความจริงของข้อมูลต่างๆที่เรารับรู้อยู่ตลอดเวลาในปัจจุบันว่ากำลังถูกควบคุมโดยอำนาจเบื้องบนอยู่หรือเปล่า เราอาจจะกำลังถูกล้างสมองโดยโฆษณาชวนเชื่อที่เราหลงคิดว่าเป็นความจริงอยู่หรือเปล่า ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อนี้ทรงพลังกว่าการชักจูงทั่วไปนัก เพราะในที่สุดแล้วการโฆษณาชวนเชื่อสามารถเปลี่ยนแปลงประชาชนให้เห็นคนอื่นผิดหมดยกเว้นตนเอง ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่เชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว รวมถึงโจมตีฝ่ายตรงข้ามทุกวิถีทาง โดยไม่สนใจเหตุผลใดๆทั้งสิ้น

                แต่ขณะเดียวกันในอีกด้าน การที่มนุษย์เรารับรู้ข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองและบิดเบือนแล้วอาจจะดีกว่าการรับรู้ความจริงหรือไม่ รัฐอาจจะต้องการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสันติสุขของประเทศและเพื่อความสงบสุขของประชาชน การบิดเบือนข้อมูลรวมไปถึงการปฏิบัติการข่าวสารของรัฐอาจจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติก็เป็นได้ ในที่สุดแล้วประชาชนในฐานะผู้รับสื่อควรมีอิสระอย่างสมบูรณ์ในการบริโภคสื่อหรือไม่ และสื่อควรมีเสรีภาพมากเพียงใด ถ้าหากรัฐไม่ควบคุมสื่อแล้ว อาจจะมีอำนาจอื่นที่ไม่ใช่รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อหรือไม่ ประชาชนจะสามารถบริโภคสื่อที่เป็นกลางและไร้อคติได้หรือไม่ หรือนั่นจะเป็นเพียงเรื่องอุดมคติเท่านั้น ?

 

edit @ 19 Jan 2009 22:31:15 by ploy:)

งานนี้เป็นงานอักษรที่มีแก้น้อยที่สุดแล้ว :)      

 นอกจากจะชื่อหนังสือ เราหลงลืมอะไรบางอย่างแล้ว

 ดูเหมือนซีไรต์เล่มนี้จะถูกลืมไปตามชื่อหนังสือจริงๆด้วย

ที่ปรึกษาเราเป็นกรรมการตัดสินเชียวนะ..

หน้าตาดีที่สุดในบรรดากรรมการละ - -

*จริงๆมันความยาวตั้ง หลายหน้า ตัดเฉพาะบางตอนมาก็แล้วกัน

เราหลงลืมอะไรใน 'เราหลงลืมอะไรบางอย่าง'

(เวอร์ชั่นตัดตอนจาก 5 หน้า)

                ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ วรรณกรรมรางวัลซีไรต์ปี 2551 สะท้อนสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี อีกทั้งยังซ่อนคำถามให้กับผู้อ่าน ทั้งเรื่องอุดมการณ์ การเมือง สังคมเมืองและสังคมชนบทที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์เราหลงลืมอะไรในชีวิตไหม ในเรื่องสั้นเรื่องแรก ‘นักปฏิวัติ’ ประชดเสียดสีนักศึกษาขาดทักษะในการพูดในที่สาธารณะคนหนึ่งที่โหมทำรายงาน โดยปิดตัวเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก จนกระทั่งผลงานในหัวข้อ ‘การปฏิวัติ’ เสร็จสิ้น แต่ในขณะที่เขาพาตัวเองและรายงานที่เสร็จสมบูรณ์ เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยนั้น เขาพบว่าเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติพอดี ด้วยความผิดหวังและเสียศักดิ์ศรีด้วยกลัวว่ารายงานของตนที่อุตส่าห์ทำมาอย่างดิบดีจะกลายเป็นรายงานธรรมดาตามกระแสบ้านเมือง และด้วยความหวาดกลัวของตนกับการพูดในที่สาธารณะทำให้ผู้อ่านเกิดข้อสงสัยในตัวนักศึกษาที่มุ่งมั่นทำรายงานเรื่องการปฏิวัติถึงขั้นที่บางครั้งเขาถึงกับวาดภาพฝันตัวเองไว้ราวกับนักปฏิวัติระบอบการปกครองที่ยิ่งใหญ่ แต่เขากลับหลงลืมสิ่งพื้นฐานใกล้ตัวที่สุด นั่นคือเรื่องการปฏิวัติตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัตินิสัยการพูดในที่สาธารณะ หรือ สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดเช่นเรื่องการทำความสะอาดห้องของตน ซึ่งสุดท้ายแล้วแนวคิดนักปฏิวัติที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในตัวนักศึกษาคนนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจหยิบไม้กวาด

                   เรื่องสั้นที่สะท้อนสังคมเมืองปัจจุบัน ‘หาแว่นให้หน่อย’ กล่าวถึงมนุษย์ปัจจุบันที่ตามืดบอด เนื่องจากถูกครอบงำโดยกิเลสตัณหา โลกของวัตถุความมัวเมาบังตา มองปัญหาบ้านเมืองอย่างผิวเผิน เหมือนคนตาพร่ามัวที่มองอะไรไม่ชัด ตัวละครชายในเรื่องเรียกร้องหาแว่นตลอดเวลาเพียงเพื่อที่จะสามารถติดตามข่าวสารความเป็นไปของบ้านเมืองให้ชัดเจน เพียงแต่เขาหลงลืมอะไรหรือไม่ เขาหลงลืมที่จะใส่แว่นแล้วย้อนกลับมามองตัวเองให้ชัดขึ้น สลัดตัวเองให้หลุดจากการยึดเหนี่ยวยึดเกาะของโลกีย์ กิเลสตัณหา พาตัวเองออกจากโลกแห่งความมัวเมาที่พร่ามัว ไปยังโลกที่สว่างไสวหรือไม่

          การยืนตรงเคารพธงชาติเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อประเทศ และเป็นการแสดงออกถึงความเป็นคนไทยหรือ? จุดมุ่งหมายของการยืนตรงเคารพธงชาติคืออะไร? พวกเราหลงลืมวิธีการแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ที่มีมากไปกว่าการยืนตรงเคารพธงชาติหรือเปล่า ในเรื่อง ‘เพลงชาติไทย’ อาจารย์ผู้นั้นยึดติดกับเพลงชาติจนเกินไปหรือไม่ ตำรวจหนุ่มในเรื่องยึดมั่นถือมั่นกับเพลงชาติ จนกระทั่งหลงลืมไปหรือเปล่าว่าคนที่เขากำลังจับกุมนั้นเป็นชายสติไม่สมประกอบ หรือเขายึดมั่นถือมั่นกับเพลงชาติ จนกระทั่งไม่ใส่ใจความวิกลจริตของชายผู้นั้นไปแล้ว จริงๆแล้วคนเรายืนตรงเคารพธงชาติสองครั้งต่อวันเพื่ออะไร

         เรื่องสั้น ‘ราตรีมีชีวิต’ สะท้อนสภาพสังคมของผู้ใช้แรงงานยามค่ำคืนกลางเมืองหลวง ที่มีความเหลื่อมล้ำแตกต่างระหว่างชนชั้นอย่างลิบลับ ท่ามกลางสังคมเมืองที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จำเริญ ชายผู้ซึ่งไม่รู้จักไก่ทอดชื่อดังกลางห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองนั้น ถูกเรียกว่าเชย ล้าสมัยไปแล้ว จำเริญเริ่มรู้สึกแปลกแยกและไม่คุ้นเคยกับสังคมเมืองปัจจุบันที่เขาไม่สามารถก้าวตามทัน จำเริญที่เห็นสภาพแวดล้อมในสังคมเมืองนี้มีแต่ขยะ จนเก็บไปฝันนั้น ขยะของจำเริญคือเศษปฏิกูลเหลือใช้จากผู้คนจริงๆ หรือจะเป็นขยะหาประโยชน์ไม่ได้อันจากความเจริญก้าวหน้า ความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมที่ หลอกล่อ มอมเมา มนุษย์ในปัจจุบันหรือไม่ สุดท้ายแล้วขยะสิ่งไหนที่ทำให้สังคมปัจจุบันสกปรกโสโครกมากกว่ากัน เราลืมที่จะหันมามองและเก็บกวาดขยะที่ทำให้สังคมสกปรกกันหรือไม่

       ‘วาวแสงแห่งศรัทธา’ แสดงให้เห็นถึงความฉ้อฉลของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา เรื่องสั้นเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความน่าเศร้าของสังคมไทยที่เงินมีอำนาจซื้อทุกอย่าง แม้แต่อำนาจและสิทธิอันชอบธรรมที่ควรจะเป็นของเราเองตั้งแต่ต้น เงินมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากกว่านโยบายไปแล้ว สิ่งนี้เป็นผลพวงจากสังคมที่ปัจจุบันเป็นสังคมวัตถุนิยมไปแล้วใช่หรือไม่ พงศ์จันทร์หวังช่วยพ่อหาเสียงด้วยนโยบายที่เลิศหรู เพียงแต่เขาหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า เขาหลงลืมความเป็นจริงที่ประชาชนยังไร้การศึกษา ยังยากจน และอำนาจของเงินยังทรงพลังอยู่มากหรือเปล่า สุดท้ายแล้ว การที่พ่อของเขาตัดสินใจใช้เงินเป็นเครื่องมือในการเรียกคะแนนนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขายอมแพ้และยอมรับอำนาจของเงินอย่างหมดรูปแล้วหรือไม่ และ ปัญหานี้จะมีทางแก้ไขได้ไหมในอนาคตมนุษย์เราในปัจจุบันมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาซับซ้อนมากมาย ยกเว้นเรื่องง่ายๆของตัวเองหรือเปล่า 

           ‘วิทยานิพนธ์ดีเด่น’ เรื่องสั้นที่กล่าวถึงนักศึกษาที่เพิ่งทำวิทยานิพนธ์ที่ยอดเยี่ยมของตนเองเสร็จ และโชคร้ายที่ลืมทิ้งไว้กับคนบ้าที่มาขอเงินเขากลางป้ายรถเมล์ ด้วยความหวาดกลัวไม่กล้าเผชิญหน้า เขาจึงไปแจ้งจ่าผู้หนึ่งให้ช่วยจัดการให้ จ่าจำต้องไปเนื่องจากเขามีหน้าที่ตำรวจและภารกิจที่ต้องปกป้องดูแลความปลอดภัยของประชาชน ในขณะที่นักศึกษาผู้นั้นได้วิทยานิพนธ์ดีเด่นของตนคืนมา เขาเดินหันหลังกลับโดยไม่สนใจว่าเหตุการณ์จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การเพิกเฉยนี้เป็นสิ่งที่ถูกแล้วหรือ ตำรวจผู้นั้นได้ทำหน้าที่ของตำรวจแล้ว ในขณะที่นักศึกษาผู้นั้นหลงลืมหน้าที่ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ไปแล้วหรือไม่?

         ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ นี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสังคมปัจจุบันที่แตกต่างไปจากอดีต ที่มีทั้งผลดีและผลเสียนั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ยังได้ตั้งคำถามอีกมากมายให้กับผู้อ่าน ที่จะต้องกลับมาครุ่นคิดหลังจากอ่านจบว่า พวกเรานั้นหลงลืมอะไรไปหรือเปล่าในยุคโลกาภิวัตน์นี้ ไม่ว่าจะเป็นสามัญสำนึก หน้าที่ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้พวกเราได้กลับมาพินิจพิจารณาตัวเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าพวกเราเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ บนโลกปัจจุบันที่หมุนเร็วจนแทบจะวิ่งตามไม่ทันนี้

edit @ 19 Jan 2009 21:16:25 by ploy:)